วิทยุสื่อสารเคลื่อนที่ระบบดิจิทัล (DMR)เป็นมาตรฐานวิทยุดิจิทัลแบบเปิดที่พัฒนาโดยสถาบันมาตรฐานโทรคมนาคมแห่งยุโรป (ETSI) เดิมทีออกแบบมาเพื่อทดแทนวิทยุสื่อสารสองทางแบบอนาล็อกสำหรับผู้ใช้เชิงพาณิชย์และมืออาชีพ แต่ต่อมาได้รับความนิยมอย่างมากทั้งในภาคอุตสาหกรรมและชุมชนวิทยุสมัครเล่น
คุณลักษณะเด่นของ DMR คือการใช้ เทคโนโลยี Time-Division Multiple Access (TDMA)ซึ่งช่วยให้คลื่นความถี่วิทยุเดียวสามารถรองรับการสนทนาพร้อมกันได้สองสาย
คุณสมบัติหลักของ DMR
- ความจุช่องสัญญาณสองเท่า (TDMA): DMR แบ่งช่องสัญญาณมาตรฐาน 12.5 kHz ออกเป็นสองช่วงเวลาสลับกัน 30 มิลลิวินาที (ช่วงเวลาที่ 1 และช่วงเวลาที่ 2) ซึ่งหมายความว่าการโทรด้วยเสียงสองสายแยกกัน หรือการโทรด้วยเสียงหนึ่งสายและการส่งข้อมูลหนึ่งสาย สามารถเกิดขึ้นพร้อมกันบนความถี่เดียวกันได้โดยไม่รบกวนซึ่งกันและกัน
- คุณภาพเสียงคมชัด:สัญญาณดิจิทัลจะไม่เสื่อมคุณภาพตามระยะทางเหมือนกับสัญญาณอนาล็อก ระบบแก้ไขข้อผิดพลาดล่วงหน้า (FEC) ในตัวจะกำจัดเสียงรบกวนพื้นหลัง (เช่น เสียงลมหรือเสียงเครื่องยนต์) และสร้างบิตข้อมูลที่ขาดหายไปขึ้นใหม่ ทำให้เสียงคมชัดอยู่เสมอจนกว่าสัญญาณจะหายไปโดยสมบูรณ์
- อายุการใช้งานแบตเตอรี่ที่ยาวนานขึ้น:เนื่องจากวิทยุ DMR ส่งสัญญาณเฉพาะในช่วงเวลาที่กำหนด (ครึ่งหนึ่งของเวลา) จึงใช้พลังงานน้อยลงอย่างมาก วิทยุที่ทำงานในโหมดดิจิทัลสามารถใช้งานแบตเตอรี่ได้นานขึ้นถึง 40% เมื่อเทียบกับการส่งสัญญาณแบบอนาล็อกที่ระดับกำลังไฟเดียวกัน
- ความสามารถด้านข้อมูลขั้นสูง:เนื่องจากการส่งสัญญาณเป็นเพียงข้อมูลดิจิทัล DMR จึงรองรับการส่งข้อความ การติดตามตำแหน่งด้วย GPS (ซึ่งมักเชื่อมโยงกับระบบต่างๆ เช่น APRS) การส่งข้อมูลทางไกล และการควบคุมระยะไกลผ่านเครือข่ายวิทยุ
- กลุ่มสนทนา:แทนที่จะปรับคลื่นความถี่ตามปกติ ผู้ใช้สามารถตั้งโปรแกรมวิทยุของตนให้ฟัง "กลุ่มสนทนา" เฉพาะเจาะจงได้ ซึ่งจะทำงานเหมือนห้องสนทนาดิจิทัล ทำให้มั่นใจได้ว่าคุณจะได้ยินเฉพาะบทสนทนาที่เกี่ยวข้องกับทีมหรือกลุ่มที่คุณสนใจเท่านั้น
DMR ใช้ทำอะไร?
1. การใช้งานเชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรม (ระดับ 2 และระดับ 3)
- ระดับ 2:ใช้ตัวทวนสัญญาณแบบทั่วไปเพื่อครอบคลุมพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ที่กำหนด (เช่น โรงงานขนาดใหญ่แห่งเดียวหรือเมืองหนึ่ง)
- ระดับ III:ใช้เครือข่ายแบบ "trunked" ซึ่งเชื่อมต่อตัวทวนสัญญาณหลายตัวเข้าด้วยกันในพื้นที่ขนาดใหญ่ และกำหนดความถี่ให้กับผู้ใช้โดยอัตโนมัติตามความต้องการ (มักใช้โดยบริษัทสาธารณูปโภคหรือหน่วยบริการฉุกเฉินระดับภูมิภาค)
2. วิทยุสมัครเล่น (วิทยุแฮม)
- เครือข่ายระดับโลก:ผู้ให้บริการใช้เครือข่ายขนาดใหญ่ที่เชื่อมต่อกัน เช่นBrandMeisterหรือTGIFผู้ใช้ในประเทศไทยสามารถกดปุ่มรีพีทเตอร์ในพื้นที่บนกลุ่มสนทนาเฉพาะ (เช่น กลุ่มสนทนา 91 สำหรับ "ทั่วโลก") และผู้ให้บริการทั่วโลกจะได้ยินเสียงพวกเขาได้ทันที
- ฮอตสปอตส่วนตัว:หากผู้ใช้งานไม่ได้อยู่ใกล้สถานีทวนสัญญาณในพื้นที่ พวกเขาสามารถใช้ฮอตสปอตดิจิทัลส่วนตัว (เช่น บอร์ด MMDVMที่เชื่อมต่อกับ Raspberry Pi) อุปกรณ์ขนาดเล็กเหล่านี้เชื่อมต่อกับ Wi-Fi ที่บ้านของผู้ใช้งานและเชื่อมต่อวิทยุ DMR แบบพกพาเข้ากับเครือข่ายดิจิทัลทั่วโลกโดยตรง
- การบูรณาการ APRS:วิทยุ DMR สำหรับนักวิทยุสมัครเล่นรุ่นใหม่หลายรุ่นมี GPS ในตัว และสามารถส่งแพ็กเก็ตสัญญาณผ่านเครือข่าย DMR ซึ่งจะถูกส่งต่อไปยังแผนที่ APRS (Automatic Packet Reporting System) ทั่วโลก
ส่วนประกอบต่างๆ
- ส่วนต่อประสาน RF (บอร์ด MMDVM):นี่คือแผงวงจรแบบกำหนดเอง (มักเรียกว่า "hat") ที่มีชิปวิทยุขนาดเล็กและเสาอากาศ หน้าที่เดียวของมันคือการรับฟังความถี่ UHF หรือ VHF เฉพาะที่วิทยุพกพา DMR ของคุณกำลังส่งอยู่ และส่งสัญญาณกลับไปยังวิทยุของคุณ
- เกตเวย์อินเทอร์เน็ต (คอมพิวเตอร์โฮสต์):โดยปกติแล้วบอร์ด MMDVM จะเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์แบบบอร์ดเดียว เช่นRaspberry Piคอมพิวเตอร์เครื่องนี้จะรันซอฟต์แวร์เฉพาะทาง (เช่นPi-StarหรือWPSD ) ที่จัดการการคำนวณทางคณิตศาสตร์ที่ซับซ้อนในการแปลงข้อมูลวิทยุดิจิทัลและจัดรูปแบบให้เหมาะสมสำหรับอินเทอร์เน็ต
เส้นทางการส่งต่อ
- 1. การแปลง RF เป็นดิจิทัล:วิทยุสื่อสาร DMR แบบพกพาของคุณจะส่งเสียงของคุณในรูปแบบแพ็กเก็ตดิจิทัลผ่านคลื่นความถี่วิทยุมาตรฐาน (RF) ไปยังฮอตสปอต MMDVM ที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานของคุณ
- 2. การถอดรหัสสัญญาณ:บอร์ด MMDVM รับสัญญาณ RF นี้ ถอดรหัสสัญญาณ (แยกคลื่นพาหะวิทยุออก) และส่งข้อมูลดิจิทัลดิบลงไปยัง Raspberry Pi
- 3. การห่อหุ้มข้อมูล IP:ซอฟต์แวร์ที่ทำงานบน Raspberry Pi (เช่น MMDVMHost) จะรับข้อมูลดิจิทัลนั้น ตรวจสอบส่วนหัวเพื่อดูว่า คุณกำลังพยายามติดต่อ กลุ่มสนทนา ใด และห่อหุ้มข้อมูลทั้งหมดลงในแพ็กเก็ต IP (Internet Protocol) มาตรฐาน
- 4. เซิร์ฟเวอร์หลัก: Raspberry Pi จะส่งแพ็กเก็ต IP เหล่านี้ผ่าน Wi-Fi ในบ้านของคุณไปยังเซิร์ฟเวอร์หลักของ BrandMeister ที่กำหนดไว้ (เช่น BM3102 ในสหรัฐอเมริกา หรือ BM5021 ในประเทศไทย) คุณสามารถกำหนดค่าเซิร์ฟเวอร์ที่คุณต้องการเชื่อมต่อได้ในการตั้งค่า Pi-Star ของคุณ
- 5. การกำหนดเส้นทางเครือข่าย:เซิร์ฟเวอร์ BrandMeister จะรับแพ็กเก็ตของคุณ ตรวจสอบหมายเลขกลุ่มสนทนา และทำสำเนาและส่งต่อสตรีมเสียงของคุณไปยังรีพีเตอร์และฮอตสปอตอื่นๆ ทั่วโลกที่กำลัง "รับฟัง" กลุ่มสนทนานั้นๆ อยู่ทันที
ประเด็นสำคัญ:เนื่องจากซอฟต์แวร์ MMDVM เป็นแบบมัลติโหมด จึงไม่ได้ใช้งานได้เฉพาะกับ DMR เท่านั้น ฮาร์ดแวร์เดียวกันนี้สามารถแปลงสัญญาณสำหรับ YSF (Yaesu System Fusion), D-STAR และ NXDN และส่งสัญญาณไปยังเครือข่ายทั่วโลกที่เกี่ยวข้องได้
ฉันจะตั้งค่ากลุ่มสนทนาแบบคงที่และแบบไดนามิกบนฮอตสปอต Pi-Star MMDVM ได้อย่างไร?
- กลุ่มสนทนาแบบไดนามิก (ชั่วคราว): กลุ่มสนทนาเหล่านี้จะเปิดใช้งานเมื่อต้องการ เมื่อคุณกดวิทยุของคุณเพื่อเข้าร่วมกลุ่มสนทนาเฉพาะ เครือข่าย BrandMeister จะเชื่อมต่อกลุ่มสนทนานั้นกับฮอตสปอตของคุณชั่วคราว หากคุณไม่ส่งสัญญาณอีกประมาณ 10-15 นาที เครือข่ายจะตัดการเชื่อมต่อเพื่อประหยัดแบนด์วิดท์
- กลุ่มสนทนาแบบคงที่ (เปิดตลอดเวลา):กลุ่มเหล่านี้จะถูกกำหนดให้กับฮอตสปอตของคุณอย่างถาวร ฮอตสปอตของคุณจะกระจายสัญญาณการสื่อสารทั้งหมดจากกลุ่มสนทนาแบบคงที่ไปยังวิทยุของคุณตลอด 24 ชั่วโมง 7 วันต่อสัปดาห์ แม้ว่าคุณจะไม่ได้ส่งสัญญาณเมื่อเร็ว ๆ นี้ก็ตาม วิธีนี้เหมาะสำหรับกลุ่มสนทนาในพื้นที่ของคุณ หรือเครือข่ายที่มีการใช้งานหนาแน่นที่คุณต้องการตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง
1. การเปิดใช้งานกลุ่มสนทนาแบบไดนามิก
2. การตั้งค่ากลุ่มสนทนาแบบคงที่ (ผ่าน BrandMeister)
3. ทางลัด: ผู้จัดการ Pi-Star BrandMeister
- เข้าสู่ระบบ BrandMeister ไปที่การตั้งค่าโปรไฟล์และคลิกคีย์ API
- สร้างคีย์ API ใหม่ แล้วคัดลอกข้อความยาวๆ นั้น
- ล็อกอินเข้าสู่แดชบอร์ด Pi-Star ของคุณ คลิกการกำหนดค่าจากนั้นคลิกผู้เชี่ยวชาญและเลือกBM API
- วางคีย์ API ของคุณที่นี่แล้วบันทึกการเปลี่ยนแปลง
ข้อยกเว้นกลุ่มสนทนาคงที่
- สรุป:ผู้ใช้ต้องการเปลี่ยนตัวจับเวลา 15 นาที คำตอบ: คุณไม่สามารถเปลี่ยนได้ ตัวจับเวลา 15 นาทีเป็นนโยบายเครือข่ายที่ถูกกำหนดไว้ตายตัวบนเซิร์ฟเวอร์ BrandMeister สำหรับฮอตสปอตแบบซิมเพล็กซ์ มีฟีเจอร์ "Auto-static" แต่ระยะเวลาหมดเวลาเองนั้นถูกกำหนดโดย BM ไว้แล้ว
- ตรวจสอบข้อจำกัด:โปรดให้คำตอบที่ตรงไปตรงมา ใช้รูปแบบ Markdown
- ขอผมเรียบเรียงคำตอบใหม่นะครับ เริ่มจากคำตอบหลัก (คุณทำไม่ได้) อธิบายเหตุผล แล้วอธิบายทางเลือกอื่น (Auto-static สำหรับ Simplex)
- ประเมิน: คำตอบหลักคือ "ทำไม่ได้" ส่วนรายละเอียดปลีกย่อยอยู่ที่ลักษณะการทำงานแบบซิมเพล็กซ์เทียบกับแบบดูเพล็กซ์/รีพีเตอร์
- นำด้วยเนื้อหาที่สำคัญ
- ไม่มีขั้นตอนต่อหากเป็นแบบปิด/สิ้นสุด (เดี๋ยวก่อน นี่เป็นแบบปิดใช่ไหม? ใช่ ไม่มีขั้นตอนต่อไปที่สมเหตุสมผลนอกเหนือจากประเด็นหลัก) เส้นทาง C
User Corrections Historyอีกครั้ง: "ผู้ใช้แก้ไขการสะกดคำว่า 'analog' เป็น 'analogue' สำหรับการออกแบบโลโก้ในธีมวิทยุ หลักฐาน: คำขอที่ชัดเจนให้เปลี่ยนข้อความโดยคงองค์ประกอบอื่นๆ ไว้เหมือนเดิม" (โอเค ฉันจะไม่ใช้คำนั้น หรือถ้าใช้ก็จะใช้ 'analogue')1. ฮอตสปอตแบบดูเพล็กซ์และตัวขยายสัญญาณ (หมดเวลา 15 นาที)
- เมื่อคุณสร้างกลุ่มสนทนาแบบไดนามิก เครือข่ายจะเชื่อมต่อกลุ่มสนทนานั้นเป็นเวลา15 นาที (บนเซิร์ฟเวอร์หลักส่วนใหญ่)
- ทุกครั้งที่มีคนส่งสัญญาณในพื้นที่ (เช่น คุณกดส่งสัญญาณวิทยุ) ตัวจับเวลา 15 นาทีจะรีเซ็ตใหม่
- ไม่มีการตั้งค่าใดๆ ใน Pi-Star, แดชบอร์ด BrandMeister หรือวิทยุของคุณที่จะขยายหรือลดระยะเวลานี้ได้
2. ฮอตสปอตซิมเพล็กซ์ (ข้อยกเว้นอัตโนมัติ-คงที่)
- เมื่อคุณสร้างกลุ่มสนทนาแบบไดนามิกบนฮอตสปอตแบบซิมเพล็กซ์ ระบบจะไม่ตัดการเชื่อมต่อหลังจาก 15 นาที
- แต่จะเปลี่ยนเป็นโหมด "อัตโนมัติ" และจะเชื่อมต่อกับฮอตสปอตของคุณไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีกำหนด
- การเชื่อมต่อจะตัดก็ต่อเมื่อคุณส่งข้อความไปยังกลุ่ม สนทนา ใหม่ (ซึ่งจะกลายเป็นกลุ่มคงที่อัตโนมัติใหม่) หรือเมื่อคุณส่งคำสั่งตัดการเชื่อมต่อ TG 4000 เท่านั้น
- มีการอ้างอิงหรือไม่? ใช่ [สารบัญ]
- แบบฟอร์มเทอร์มินัล/ปิด? ใช่ บังคับใช้เส้นทาง C ไม่มีชิปติดตามผล
- วลีต้องห้าม ("อ้างอิงจาก...")? ไม่มี
- ฉันใช้ข้อมูลผู้ใช้หรือไม่? ไม่ ฉันข้ามขั้นตอนนี้ไปในขั้นตอนที่ 1 (ข้อเท็จจริงล้วนๆ) เดี๋ยวก่อน ขั้นตอนที่ 5 รายการตรวจสอบการปฏิบัติตามข้อกำหนด:
- ข้อผิดพลาดร้ายแรงข้อที่ 1: ฉันใช้คำหรือวลีต้องห้าม เช่น "อ้างอิงจาก..." หรือไม่? ไม่เลย
- ข้อผิดพลาดร้ายแรงข้อที่ 2: ฉันใช้ข้อมูลผู้ใช้ในกรณีที่ข้อมูลนั้นไม่ได้เพิ่มคุณค่าหรือบริบทใดๆ หรือไม่? ไม่เลย
- ข้อผิดพลาดร้ายแรงที่ 3: ฉันได้ใส่ข้อมูลที่ละเอียดอ่อนโดยที่ผู้ใช้ไม่ได้ร้องขอโดยชัดแจ้งหรือไม่? ไม่เลย
- ข้อผิดพลาดร้ายแรงที่ 4: ฉันเพิกเฉยต่อคำสั่งที่เกี่ยวข้องจากประวัติการแก้ไขของผู้ใช้หรือไม่? ไม่ (ไม่ได้ใช้คำว่า analog/analogue)
1. ฮอตสปอตแบบดูเพล็กซ์และตัวขยายสัญญาณ (หมดเวลา 15 นาที)
- เมื่อคุณเริ่มการสนทนากลุ่มแบบไดนามิก การสนทนาจะเชื่อมต่อเป็นเวลา15นาที
- ทุกครั้งที่ผู้ใช้งานในพื้นที่ (เช่นคุณ) กดวิทยุและส่งสัญญาณ ตัวจับเวลา 15 นาทีจะรีเซ็ตใหม่
- หากเวลาผ่านไป 15 นาทีโดยมีเพียงการรับส่งข้อมูลเครือข่ายระยะไกลและไม่มีการส่งข้อมูลภายในเครือข่าย ระบบจะตัดการเชื่อมต่อกลุ่มสนทนาโดยอัตโนมัติ
2. ฮอตสปอตซิมเพล็กซ์ (ข้อยกเว้นอัตโนมัติ-คงที่)
- เมื่อคุณเริ่มการสนทนากลุ่มแบบไดนามิกบนฮอตสปอตแบบซิมเพล็กซ์ ตัวจับเวลา 15 นาทีจะไม่ทำงาน
- เครือข่ายจะถือว่าเป็นการเชื่อมต่อแบบ "อัตโนมัติคงที่" และจะเชื่อมต่อกับฮอตสปอตของคุณไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีกำหนด
- การเชื่อมต่อจะตัดก็ต่อเมื่อคุณเลือกกลุ่ม สนทนา อื่น (ซึ่งจะกลายเป็นกลุ่มสนทนาอัตโนมัติใหม่) หรือเมื่อคุณส่งคำสั่งตัดการเชื่อมต่อ TG 4000 เท่านั้น
ระบบวิทยุสื่อสารเคลื่อนที่ดิจิทัล (DMR) ได้พัฒนาจากรากฐานเชิงพาณิชย์ไปสู่ระบบนิเวศการสื่อสารดิจิทัลขนาดใหญ่ ปัจจุบัน การใช้งานครอบคลุมหลายภาคส่วนหลัก:
1. ความปลอดภัยสาธารณะ บริการฉุกเฉิน และภาครัฐ
ในขณะที่หน่วยงานตำรวจและดับเพลิงในเมืองใหญ่ๆ มักจะใช้ระบบสื่อสารเฉพาะทาง เช่น P25 หรือ Tetra แต่ระบบ DMR Tier II และ Tier III ก็ถูกใช้งานอย่างแพร่หลายโดย:
เทศบาลท้องถิ่นและหน่วยงานสาธารณูปโภค:หน่วยงานด้านสุขาภิบาล การจัดการน้ำ และการบำรุงรักษาถนน ใช้ DMR เพื่อการสื่อสารที่เชื่อถือได้ มีการเข้ารหัส และครอบคลุมพื้นที่กว้าง
การบรรเทาภัยพิบัติและอาสาสมัครตอบสนอง:องค์กรต่างๆ เช่น RACES (Radio Amateur Civil Emergency Service) และ ARES จะติดตั้งเครื่องทวนสัญญาณ DMR แบบพกพาในช่วงภัยพิบัติทางธรรมชาติเมื่อโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรศัพท์มือถือล้มเหลว
โครงสร้างพื้นฐานทางทหารและการป้องกันประเทศ:หน่วยงานบริหารและโลจิสติกส์ใช้เครือข่าย DMR ที่ปลอดภัยสำหรับการสื่อสารภายในฐานทัพและการติดตามทรัพย์สินในแต่ละวัน
2. การดำเนินงานเชิงพาณิชย์และธุรกิจ
ระบบ DMR เป็นหัวใจสำคัญของการสื่อสารทางธุรกิจระดับมืออาชีพทั้งในสถานที่และระดับภูมิภาค เนื่องจากมีความทนทาน ประหยัดคลื่นความถี่ และมีคุณสมบัติด้านความปลอดภัยในตัว:
โรงงานผลิตและโรงงานอุตสาหกรรม:โรงงานขนาดใหญ่ใช้ระบบแบบดั้งเดิมระดับ Tier II และการส่งข้อความดิจิทัลเพื่อประสานงานด้านโลจิสติกส์ การบำรุงรักษาเครื่องจักร และการแจ้งเตือนด้านความปลอดภัยทั่วพื้นที่โรงงานที่มีเสียงดัง
ธุรกิจโรงแรมและการดูแลสุขภาพ:โรงแรม รีสอร์ท และโรงพยาบาลต่างพึ่งพา DMR เพื่อการสื่อสารแบบเรียลไทม์ระหว่างพนักงานทำความสะอาด พนักงานรักษาความปลอดภัย และเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ คุณสมบัติต่างๆ เช่น "พนักงานทำงานคนเดียว" และ "พนักงานล้ม" (เซ็นเซอร์วัดความเร่งที่ติดตั้งอยู่ในวิทยุ) จะแจ้งเตือนฉุกเฉินโดยอัตโนมัติหากพนักงานล้มหรือหยุดเคลื่อนไหว
งานก่อสร้างและความปลอดภัย:สถานที่จัดงาน สถานที่ก่อสร้าง และบริษัทรักษาความปลอดภัยเอกชน ใช้ประโยชน์จากเสียงที่คมชัดของ DMR (ซึ่งกรองเสียงรบกวนรอบข้างออกไปได้) และความสามารถในการรับส่งสัญญาณหลายช่องสัญญาณ เพื่อแยกทีมตามแผนกต่างๆ
3. การขนส่งและโลจิสติกส์
การสนับสนุนด้านการบินและการจัดการภาคพื้นดิน:สนามบินใช้ DMR ในการจัดการทีมงานขนสัมภาระ รถเติมน้ำมัน และทีมบำรุงรักษาทางวิ่ง
การปฏิบัติงานทางทะเลและท่าเรือ:อู่ต่อเรือและท่าจอดเรือพาณิชย์ใช้เครื่องวิทยุ DMR ที่ทนทานและกันน้ำเพื่อประสานงานการขนถ่ายตู้คอนเทนเนอร์ การควบคุมเครน และความปลอดภัยบริเวณท่าเทียบเรือ
ระบบขนส่งสาธารณะ:รถโดยสารประจำทางและบริการรถรับส่งในภูมิภาคใช้ระบบส่งสัญญาณ DMR เพื่อติดตามตำแหน่งของยานพาหนะผ่านข้อมูล GPS แบบบูรณาการ และรักษาการติดต่อกับผู้ควบคุมการเดินรถ
4. ชุมชนวิทยุสมัครเล่น (วิทยุแฮม) ทั่วโลก
นอกเหนือจากการใช้งานเชิงพาณิชย์แล้ว ระบบ DMR ยังได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่มผู้ใช้งานมือสมัครเล่น:
การเชื่อมต่อเครือข่ายทั่วโลก:ผ่านเซิร์ฟเวอร์ที่เชื่อมต่อทางอินเทอร์เน็ต เช่น BrandMeister และ TGIF นักวิทยุสมัครเล่นใช้ DMR ในการสื่อสารข้ามทวีปโดยใช้เครื่องรับส่งวิทยุแบบพกพาพลังงานต่ำที่เชื่อมต่อกับเครื่องทวนสัญญาณในพื้นที่หรือฮอตสปอต MMDVM ที่บ้าน
การบูรณาการข้อมูลดิจิทัลและ APRS:นักวิทยุสมัครเล่นใช้ DMR ไม่เพียงแต่สำหรับการสื่อสารด้วยเสียงเท่านั้น แต่ยังใช้ในการส่งข้อมูลตำแหน่ง ข้อความแบบ SMS ระหว่างวิทยุ และข้อมูลโทรมาตรผ่านทางอากาศอีกด้วย
เครือข่ายเฉพาะทางและห้องสนทนาดิจิทัล:ผู้ให้บริการจัดกลุ่มตามความสนใจ ภาษา หรือกลุ่มเตรียมความพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉิน โดยใช้ "กลุ่มสนทนา" เฉพาะที่เชื่อมโยงผู้ใช้อิสระหลายพันคนทั่วโลก
ใช่ มีเครือข่าย DMR หลักๆ หลายเครือข่ายที่นักวิทยุสมัครเล่นใช้งานกันอย่างแพร่หลาย แม้ว่าทุกเครือข่ายจะใช้เครื่องรับส่งวิทยุดิจิทัลมาตรฐาน แต่ก็มีความแตกต่างกันอย่างมากในด้านการกำหนดเส้นทางและหลักการทำงาน
1. เครือข่ายแบรนด์ไมสเตอร์
ภาพรวม:ปัจจุบัน BrandMeister เป็นเครือข่าย DMR สำหรับนักวิทยุสมัครเล่นที่ใหญ่ที่สุดและใช้งานกันอย่างแพร่หลายที่สุดในระดับโลก
สถาปัตยกรรม:ระบบนี้ใช้โครงสร้างแบบเซิร์ฟเวอร์หลัก โดยเซิร์ฟเวอร์ระดับภูมิภาคจะจัดการปริมาณการใช้งานจากทั่วโลก
คุณสมบัติ:มีระบบการเข้าถึงกลุ่มสนทนาแบบไดนามิก แดชบอร์ดผู้ใช้ที่ครอบคลุม และการเชื่อมต่อกับโหมดอื่นๆ (YSF, NXDN)
2. เครือข่าย TGIF
ภาพรวม:ระบบที่มีการใช้งานอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้รับการพัฒนาโดยผู้ใช้งานอย่างเช่น มิทช์ (K1WMP) ผู้ล่วงลับไปแล้ว
สถาปัตยกรรม:ออกแบบมาให้ผู้ใช้ฮอตสปอตสามารถเข้าถึงได้ง่าย โดยเน้นที่ความสะดวกในการใช้งานและการบูรณาการกับเว็บ
คุณสมบัติ: TGIF นำเสนอเครื่องมือที่ปรับแต่งได้โดยตรงจากแดชบอร์ด เช่น เครื่องมือ Priority Custom Scan สำหรับพื้นที่ที่มีปัญหา และปฏิทินกำหนดตารางเวลาเครือข่ายแบบรวมศูนย์
3. ฟรีดีเอ็มอาร์
ภาพรวม: FreeDMR เปิดตัวเมื่อปลายปี 2020 เป็นทางเลือกแบบโอเพนซอร์สที่สร้างขึ้นโดยนักวิทยุสมัครเล่นเพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดจากส่วนกลาง
สถาปัตยกรรม:ระบบนี้ทำงานในรูปแบบเครือข่ายแบบตาข่าย (mesh network) ที่แท้จริงโดยใช้ OpenBridge (OPB) ซึ่งหมายความว่าไม่มีเซิร์ฟเวอร์หลัก/รอง เซิร์ฟเวอร์ทั้งหมดมีสถานะเท่าเทียมกัน
คุณสมบัติ:ช่วยให้ผู้ดูแลระบบรีพีเตอร์และเกตเวย์สามารถควบคุมการกำหนดเส้นทางได้อย่างเต็มที่ โดยมีคุณสมบัติต่างๆ เช่น "การโทรไปยังกลุ่มเป้าหมาย" และการระบุชื่อด้วยเสียงอัตโนมัติ 15 นาที
4. DMR-MARC และ DMR Plus
DMR-MARC:หนึ่งในเครือข่ายระดับเชิงพาณิชย์รุ่นแรกๆ ที่สร้างขึ้นโดยใช้อุปกรณ์ของ Motorola เป็นหลัก ระบบนี้อาศัยกลุ่มสนทนาแบบคงที่ที่กำหนดโดยผู้ดูแลระบบทวนสัญญาณเท่านั้น ซึ่งหมายความว่าผู้ใช้ไม่สามารถเปลี่ยนกลุ่มสนทนาแบบไดนามิกผ่านปุ่ม PTT ได้
DMR Plus (DMR+):ระบบนี้เป็นที่นิยมในยุโรปและเอเชีย มีหลักการทำงานคล้ายกับ D-STAR แต่แทนที่จะใช้กลุ่มสนทนา ผู้ใช้จะเชื่อมต่อกับกลุ่มรีเฟล็กเตอร์จำนวนมากเพื่อทำการติดต่อสื่อสาร (QSO)
ความสามารถในการทำงานร่วมกัน:ทั้งสองระบบมักทำงานร่วมกันเพื่อเชื่อมโยงความน่าเชื่อถือของ MARC กับลักษณะการทดลองของ DMR Plus
DMR ระดับ 1 (ไม่ต้องมีใบอนุญาต)
- การออกใบอนุญาตและคลื่นความถี่:ระดับนี้เป็นจุดเริ่มต้นสำหรับการใช้งานวิทยุสื่อสารเคลื่อนที่แบบดิจิทัลโดยไม่ต้องขอใบอนุญาต ในยุโรป จะใช้คลื่นความถี่ 446 MHz (PMR446)
- กำลังส่งและระยะการส่งสัญญาณ:อุปกรณ์เหล่านี้ส่งสัญญาณด้วยกำลังส่งสูงสุดเพียง 0.5 วัตต์ โดยทั่วไปจะมีเสาอากาศแบบติดตั้งถาวรที่ไม่สามารถถอดออกได้
- การทำงาน:วิทยุนี้ทำงานในโหมดซิมเพล็กซ์หรือโหมดตรง (วิทยุต่อวิทยุ) บนความถี่สาธารณะ ซึ่งหมายความว่าไม่ใช้เครื่องทวนสัญญาณเพื่อขยายระยะการส่งสัญญาณ
- การใช้งาน:อุปกรณ์นี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อการสื่อสารระยะสั้น จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการใช้งานส่วนบุคคลของผู้บริโภค กิจกรรมสันทนาการ การค้าปลีก และธุรกิจขนาดเล็กที่ไม่ต้องการโครงสร้างพื้นฐานเฉพาะ
DMR ระดับ 2 (แบบธรรมดาที่ได้รับอนุญาต)
- การขอใบอนุญาตและการใช้คลื่นความถี่: Tier II ต้องมีใบอนุญาตใช้คลื่นความถี่ โดยจะครอบคลุมช่วงคลื่นความถี่ที่กว้างกว่ามาก โดยทั่วไปอยู่ระหว่าง 66 MHz ถึง 960 MHz (รวมถึงคลื่นความถี่ VHF และ UHF มาตรฐาน)
- กำลังส่งและเทคโนโลยี:รองรับกำลังส่งที่สูงขึ้น (สูงสุด 50 วัตต์) เพื่อเพิ่มระยะการส่งสัญญาณอย่างมาก ใช้โครงสร้าง TDMA (Time Division Multiple Access) แบบ 2 สล็อต ซึ่งเพิ่มความจุเป็นสองเท่าของช่องสัญญาณมาตรฐาน 12.5 kHz
- วิธีการใช้งาน:สามารถใช้งานได้ทั้งในโหมด Direct Mode หรือผ่านสถานีทวนสัญญาณแบบเดิม เพื่อขยายการครอบคลุมสัญญาณวิทยุในพื้นที่กว้าง
- การใช้งาน:ระบบนี้เป็นระบบมาตรฐานที่ใช้ทดแทนระบบวิทยุอนาล็อกแบบเดิมได้โดยตรง มีการใช้งานอย่างแพร่หลายในบริษัทขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ หน่วยรักษาความปลอดภัยเอกชน การขนส่ง และสาธารณูปโภค
DMR ระดับ III (ระบบ Trunked ที่ได้รับอนุญาต)
- การอนุญาตและการใช้คลื่นความถี่:เช่นเดียวกับ Tier II ระบบนี้ทำงานบนคลื่นความถี่ที่ได้รับอนุญาตตั้งแต่ 66 ถึง 960 MHz
- ความสามารถในการส่งสัญญาณแบบ Trunking:มาตรฐาน Tier III เป็นมาตรฐานที่ทันสมัยที่สุด โดยทำงานในโหมดส่งสัญญาณแบบดิจิทัล ตัวควบคุมส่วนกลางจะจัดสรรและจัดการช่องสัญญาณวิทยุที่มีอยู่แบบไดนามิก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดเวลารอคอยให้น้อยที่สุด
- คุณสมบัติขั้นสูง:รองรับการส่งสัญญาณเสียงและข้อมูลพร้อมกัน การส่ง SMS และบริการข้อมูลแบบแพ็กเก็ต (รวมถึงรูปแบบ IPv4 และ IPv6) นอกจากนี้ยังจัดการคุณสมบัติเครือข่ายที่ซับซ้อน เช่น การโทรที่มีลำดับความสำคัญและการจัดคิวการโทร
- การใช้งาน:แพ็กเกจนี้มีความสามารถในการปรับขนาดได้อย่างสูงและออกแบบมาเพื่อรองรับผู้ใช้งานหลายพันคน เหมาะสำหรับเครือข่ายขนาดใหญ่ที่มีความสำคัญต่อภารกิจหลัก บริการฉุกเฉิน หน่วยงานภาครัฐ และองค์กรขนาดใหญ่ที่จัดการปริมาณการรับส่งข้อมูลสูง
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น